กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลกระทบมากต่อประชาชนทุกระดับ และจะใช้แล้วปีหน้านี้ การร่างมายังไม่มีการประชาพิจารณ์ และกฎหมายยังมีช่องโหว่ให้นายทุนใช้ช่องในการแปลงที่ดินให้เป็นการเกษตรได้โดยง่ายเพื่อลดภาษี โดยที่บุคคลระดับกลาง-ล่างไม่อาจทำได้ง่ายนักเพราะนายทุนมักมีบริษัทมีบริวารช่วยทำ แต่ประชาชนทั่วไปไม่มีบริษัทจะทำได้ไม่ง่ายนัก และกฎหมายยัง
เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่อปท.ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาว่าที่ดินใดใช้ประโยชน์แบบใด เช่นปลูกต้นไม้ชนิดใดเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเป็นที่การเกษตร ที่ดิน50ตร.วา 300ตร.วา 1ไร่ 5ไร่ 10ไร่ปลูกบ้านนับเป็นการใช้ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดหรือไม่ จุดตัดสินอยู่ที่ไหน ฯลฯ
อาจเป็นที่มาของการทุจริตให้สินบนเจ้าหน้าที่เพิ่อให้ที่ดินที่จะต้องจ่ายภาษีนั้นจ่ายถูกลงหรือไม่ต้องจ่ายภาษี
รัฐธรรมนูญเป็นกำหมายสูงสุดและสำคัญมากก็จริง แต่เห็นร่างมาตั้งหลายครั้งแล้วร่างใหม่อีกก็ไม่น่ามีผลกับประชาชนมากนัก ฉบับไหนก็พอๆกัน(ในด้านการดำรงชีวิตทั่วไปของประชาชน) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดุลอำนาจของนักการเมืองกันเองน่ะแหละ ผมว่ารอๆไปก่อนก็ได้ครับ
นักการเมืองพรรคใดแก้ไขให็กฎหมายนี้เป็นธรรมได้จะได้ใจประชาชนมากๆเลย
ล่าสุดมีคนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว
ร้องผู้ตรวจฯเสนอระงับใช้ก.ม.ภาษีที่ดิน
https://www.thansettakij.com/content/417681
ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ภาษีที่ดิน ที่มากฎหมายขัดรธน.-สร้างภาระประชาชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1845904
.......................................................
ความเห็นผม
ภาษีที่ดิน ควรแยกจาก ภาษีสิ่งปลูกสร้างครับ
ภาษีที่ดินน่าจะเก็บตามมูลค่าที่ดิน
แบบขั้นบันไดอัตราก้าวหน้า เหมือนการเก็บภาษีเงินได้ โดยร
วมที่ดินทั้งประเทศของแต่ละบุคคลเลย สมัยนี้ฐานข้อมูลระดับประเทศไม่น่าจะยาก อาจมียกเว้น ระดับแรก 50 - 100 ล้านบาท (เดิมยกเว้นที่การเกษตร 50 ล้านบาท ได้ทุกอปท. อปท.ละ1แปลง ซึ่งคนมีที่กระจัดกระจายหลายแห่งรวมแล้วมีที่ดินมาก อาจจ่ายน้อยกว่าคนมีที่ดินไม่มากอยู่ในอปท.เดียว)
ถ้าแบบนี้ไม่ต้องตีความว่าเป็นที่อยู่อาศัย การเกษตร ที่รกร้าง หรือจะหลบเอาที่แปลงใหญ่กลางเมืองราคาหมื่นล้านมาทำการเกษตรก็หลบไม่ได้ มีที่ดินมูลค่ามากก็ต้องจ่ายมาก ก็แล้วแต่ว่าจะปล่อยว่างไว้ จะปลูกมะนาว จะสร้างตึกก็ตามใจ
คนที่มีที่ดินมูลค่ามากจะถูกบังคับให้ทำประโยชน์เอง และต้องทำประโยชน์ให้เหมาะสมกับมูลค่าของที่ดินจึงจะคุ้มกับภาษีที่ต้องจ่าย
วิธีนี้จะลดการใช้วิจารณญาณในการตีความของเจ้าหน้าที่ลงไปด้วย ซึ่งจะลดช่องทางการทุจริตลงไป
หากรัฐต้องการให้รายได้กระจายไปที่อปท. ก็กระจายตามสัดส่วนมูลค่าที่ดินได้เลย เพราะอย่างไรก็ตามภาษีที่จัดเก็บได้จะได้ตามมูลค่าของที่ดินอยู่แล้ว
ส่วนภาษีสิ่งปลูกสร้างก็จัดเก็บต่างหากออกมา เป็น
แบบขั้นบันไดอัตราก้าวหน้าเช่นกัน บ้านเล็กจ่ายน้อย บ้านใหญ่จ่ายเยอะ ตามขนาดพื้นที่ใช้สอย พวกโรงแรม ห้างสรรพสินค้าก็ต้องจ่ายมาก อาจยกเว้นสิ่งปลูกสร้างราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท จะแก้ปัญหากฎหมายปัจจุบันเช่น กรณีบ้านพื้นที่ใช้สอยเท่ากัน แต่ที่ดินขนาดต่างกันมาก แต่ถูกจัดเก็บภาษีเท่ากันเพราะไปเอาที่ดินมารวมกับบ้านเป็นบ้านหลังแรกเลยยกเว้น 50 ล้าน
กฏหมายปัจจุบันรายละเอียดมาก ซับซ้อนทำให้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะคนที่มีความพร้อมมากในการจัดการ หาช่องหลบภาษีได้ง่าย เปิดช่องทางทุจริตให้จนท.อปท. และไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ดินที่คนมีที่ดินมูลค่ามากจ่ายมาก ที่ดินมูลค่าน้อยจ่ายน้อย
...................................................
คิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ
ท่านนักการเมืองครับ กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน่าจะแก้ไขก่อนรัฐธรรมนูญไหมครับ
รัฐธรรมนูญเป็นกำหมายสูงสุดและสำคัญมากก็จริง แต่เห็นร่างมาตั้งหลายครั้งแล้วร่างใหม่อีกก็ไม่น่ามีผลกับประชาชนมากนัก ฉบับไหนก็พอๆกัน(ในด้านการดำรงชีวิตทั่วไปของประชาชน) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดุลอำนาจของนักการเมืองกันเองน่ะแหละ ผมว่ารอๆไปก่อนก็ได้ครับ
นักการเมืองพรรคใดแก้ไขให็กฎหมายนี้เป็นธรรมได้จะได้ใจประชาชนมากๆเลย
ล่าสุดมีคนไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว
ร้องผู้ตรวจฯเสนอระงับใช้ก.ม.ภาษีที่ดิน
https://www.thansettakij.com/content/417681
ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ภาษีที่ดิน ที่มากฎหมายขัดรธน.-สร้างภาระประชาชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1845904
.......................................................
ความเห็นผม ภาษีที่ดิน ควรแยกจาก ภาษีสิ่งปลูกสร้างครับ
ภาษีที่ดินน่าจะเก็บตามมูลค่าที่ดิน แบบขั้นบันไดอัตราก้าวหน้า เหมือนการเก็บภาษีเงินได้ โดยรวมที่ดินทั้งประเทศของแต่ละบุคคลเลย สมัยนี้ฐานข้อมูลระดับประเทศไม่น่าจะยาก อาจมียกเว้น ระดับแรก 50 - 100 ล้านบาท (เดิมยกเว้นที่การเกษตร 50 ล้านบาท ได้ทุกอปท. อปท.ละ1แปลง ซึ่งคนมีที่กระจัดกระจายหลายแห่งรวมแล้วมีที่ดินมาก อาจจ่ายน้อยกว่าคนมีที่ดินไม่มากอยู่ในอปท.เดียว)
ถ้าแบบนี้ไม่ต้องตีความว่าเป็นที่อยู่อาศัย การเกษตร ที่รกร้าง หรือจะหลบเอาที่แปลงใหญ่กลางเมืองราคาหมื่นล้านมาทำการเกษตรก็หลบไม่ได้ มีที่ดินมูลค่ามากก็ต้องจ่ายมาก ก็แล้วแต่ว่าจะปล่อยว่างไว้ จะปลูกมะนาว จะสร้างตึกก็ตามใจ คนที่มีที่ดินมูลค่ามากจะถูกบังคับให้ทำประโยชน์เอง และต้องทำประโยชน์ให้เหมาะสมกับมูลค่าของที่ดินจึงจะคุ้มกับภาษีที่ต้องจ่าย
วิธีนี้จะลดการใช้วิจารณญาณในการตีความของเจ้าหน้าที่ลงไปด้วย ซึ่งจะลดช่องทางการทุจริตลงไป
หากรัฐต้องการให้รายได้กระจายไปที่อปท. ก็กระจายตามสัดส่วนมูลค่าที่ดินได้เลย เพราะอย่างไรก็ตามภาษีที่จัดเก็บได้จะได้ตามมูลค่าของที่ดินอยู่แล้ว
ส่วนภาษีสิ่งปลูกสร้างก็จัดเก็บต่างหากออกมา เป็นแบบขั้นบันไดอัตราก้าวหน้าเช่นกัน บ้านเล็กจ่ายน้อย บ้านใหญ่จ่ายเยอะ ตามขนาดพื้นที่ใช้สอย พวกโรงแรม ห้างสรรพสินค้าก็ต้องจ่ายมาก อาจยกเว้นสิ่งปลูกสร้างราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท จะแก้ปัญหากฎหมายปัจจุบันเช่น กรณีบ้านพื้นที่ใช้สอยเท่ากัน แต่ที่ดินขนาดต่างกันมาก แต่ถูกจัดเก็บภาษีเท่ากันเพราะไปเอาที่ดินมารวมกับบ้านเป็นบ้านหลังแรกเลยยกเว้น 50 ล้าน
กฏหมายปัจจุบันรายละเอียดมาก ซับซ้อนทำให้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะคนที่มีความพร้อมมากในการจัดการ หาช่องหลบภาษีได้ง่าย เปิดช่องทางทุจริตให้จนท.อปท. และไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ดินที่คนมีที่ดินมูลค่ามากจ่ายมาก ที่ดินมูลค่าน้อยจ่ายน้อย
...................................................
คิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ